[SF] tease me (BaekYeol)

posted on 27 May 2012 22:04 by illabitlatte







“ขอบคุณครับ”

“พ่อไม่ได้สอนหรอว่าเวลารับโทรศัพท์ต้องพูดว่าสวัสดีไม่ใช่ขอบคุณครับน่ะ”


“ไอ้เกรียนแบคฮยอน อย่าคิดว่าเป็นไอดอลโด่งดังแล้วจะใช้คำพูดแบบนี้กับเพื่อนเก่าได้นะ อย่าลืมว่านอกจากคลิปโคฟเวอร์ซีเอ็นบลูแล้วกูยังมีคลิปเด็ดๆของมึงเอาไว้ปล่อยอีกเยอะ… เฮ้ สบถอะไรน่ะ ได้ยินนะเว้ย! ที่กูขอบคุณก็เพราะรู้ว่ามึงโทรมาแจ้งข่าวดีไง ได้ลายเซ็นเจสสิก้านูน่าให้กูแล้วใช่มั้ย? อ่าว เงียบอีก แบคฮยอน แบคฮยอน!”



“จองซิก…”

“ไร ถอนหายใจทำไม”



“คือกูมีปัญหาหว่ะ…”

“หือ ปัญหา ปัญหาอะไรวะ”



“นั่นแหละ”

“อย่าบอกนะ…”

 

 

  “ฮื่อ”

“โดนจับได้?”

 

 

“ไม่ใช่ หนักกว่านั้นอีก”


 

 

 

 

 

“มีอะไรหนักกว่าการโดนเพื่อนในวงจับได้ว่ามึงไม่ชอบผู้หญิงอีกหรอวะ…?”  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




บทสนทนาสั้นๆผ่านโทรศัพท์กับเพื่อนเก่าตั้งแต่มัธยมต้นไม่ได้ช่วยให้ปัญหาชีวิตของบยอน แบคฮยอนดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย คิม จองซิกคือเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งของแบคฮยอน(ถ้านึกหน้าไม่ออก มันคือคนที่โผล่มาฟีตเจอริ่งกับเขาในคลิปร้องเพลงพรีเดบิวต์อันนั้นแหละ) ที่พูดว่าเป็นคนหนึ่งเพราะแท้จริงแล้วแบคฮยอนยังมีเพื่อนสนิทอีกหลายคน เพื่อนสนิทที่รู้ความลับของเขาและไม่คิดรังเกียจ

 


‘ความลับ’ ที่อุบัติขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว…

 


วันนั้นเป็นวันปิดภาคการศึกษา แบคฮยอนและเพื่อนร่วมชั้นที่เพิ่งจบมัธยมปลายปีสองกันมาหมาดๆต่างพากันเฮโลไปฉลองกันตามธรรมเนียม แน่นอนว่าวัยรุ่นอายุสิบแปดกับแอลกอฮอล์เป็นเรื่องขาดกันไม่ได้ แบคฮยอนจำได้ลางๆว่าตัวเองเมามาก มือข้างนึงถือขวดโซจู ส่วนอีกข้างโอบเอวบางของหญิงสาวร่วมห้องที่คบหาดูใจกันอยู่ไว้อย่างแนบชิด…

 


ลมหายใจร้อนที่รินรดใบหน้า สัมผัสนุ่มนิ่มของเด็กหญิง เสียงหวานกระซิบแผ่วข้างใบหู …ทั้งที่ทุกอย่างควรจะเกิดขึ้นตามอย่างที่มันควรจะเกิด แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น

 


แบคฮยอนถูกแฟนสาวบอกเลิกในวันรุ่งขึ้นทำเอาชีวิตสับสนไปพักใหญ่ เมื่อรวบรวมความกล้าไปปรึกษาเหล่าเพื่อนผู้ช่ำชองแล้วก็ได้คำตอบว่าเรื่องอย่างนี้ต้องพิสูจน์ แน่นอนว่าเขาลังเล แต่เมื่อรวบรวมความกล้าได้อีกครั้งแล้ว แบคฮยอนจึงลองคลิกเมาส์เข้าเสิร์ชเอนจิ้น พิมพ์คำที่คิดว่าตัวเองไม่น่าจะต้องพิมพ์ตลอดชีวิตลูกผู้ชายแมนๆนี้ นั่งดูทั้งภาพและเสียงอยู่เกือบครึ่งค่อนวัน… แล้วก็… นั่นแหละ… แจ๊คพอตแตก… (จริงๆอย่างอื่นก็แตกด้วย แต่เราจะไม่พูดถึงในที่นี้)

 


เมื่อแน่ใจตัวเองแล้ว ความสนิทสนมและความไว้ใจจึงทำให้แบคฮยอนไม่ลังเลที่จะบอกความลับของตนเองกับเพื่อนในกลุ่ม น่าแปลกที่พวกมันไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ได้แต่พูดขำๆว่ายังไงแบคฮยอนก็ยังเป็นแบคฮยอนคนเดิมของพวกมันตราบที่ไม่ตกหลุมรักไอ้จองซิกเข้าซะก่อน ซึ่งแบคฮยอนเองก็ยังเป็นแบคฮยอนคนเดิมได้มาตลอดเวลาเกือบสองปี  ไม่ตกหลุมรักจองซิก ไม่ตกหลุมรักเพื่อนในกลุ่ม ไม่ตกหลุมรักผู้ชายที่ไหนสักคน ทำให้แบคฮยอนแอบคิดว่าบางทีเขาเองอาจจะชอบผู้หญิงเหมือนปกติก็ได้เพียงแต่ยังไม่เจอคนที่ถูกใจเท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงเลิกคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา

 


จนกระทั่งวันที่ต้องหอบข้าวหอบของเข้ามาอยู่ที่หอพักเพื่อเตรียมตัวเดบิวท์กับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่นี่แหละคือวันที่แบคฮยอนเริ่มคิดว่าความลับของเขาอาจเป็นปัญหาขึ้นมาก็ได้ เหล่าเพื่อนในกลุ่มต่างตบบ่าให้กำลังใจว่าทุกอย่างจะต้องราบรื่น แบคฮยอนก็เป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง(และเป็นผู้ชายที่กากเกรียนไม่เต็มเต็งและหยาบคายเอี้ยๆด้วย-เสริมโดยจองซิกเจ้าเก่า) ไม่ได้เป็นตุ๊ดแต๋วอะไรเสียหน่อย การย้ายไปอยู่กับผู้ชายฝูงใหญ่จะมีปัญหาอะไรถ้าแบคฮยอนไม่แสดงถ้าทีให้ถูกจับได้ว่าตัวเองชอบผู้ชายด้วยกัน

 

และเขาเองก็ค้นพบว่ามันไม่เป็นปัญหาเลยจริงๆ เพื่อนใหม่ทั้งสิบเอ็ดคนต้อนรับแบคฮยอนที่เข้ามาเป็นลำดับท้ายสุดอย่างเป็นมิตร การฝึกหนักเพื่อเตรียมตัวเป็นศิลปินในระยะเวลาอันสั้นทำให้เขาลืมเรื่องไร้สาระนี้ไปแทบทั้งหมด อีกทั้งการสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหม่ที่มีลักษณะและนิสัยหลากหลายต่างจากกลุ่มเพื่อนเดิมๆที่คบกันมานานก็ทำให้แบคฮยอนสังเกตได้ว่าตนเองก็เป็นเด็กผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งเช่นกัน เรื่องเมื่อสองปีก่อนคงเป็นความเข้าใจผิดของเขาเอง

 

  บยอน แบคฮยอนมั่นใจว่าเป็นอย่างนั้นจนกระทั่ง…   


 

 

 

 

 

 

 



“หมาแบค ยืมโทรศัพท์ฉันใช้อีกแล้วหรอ”

 

เสียงเพื่อนร่วมห้องดังขึ้นพร้อมเสียงงับประตูปิด ร่างสูงใหญ่เดินมาทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนฟูกตรงข้าม ก่อนที่จะฉกโทรศัพท์จากมือแบคฮยอนไปซ่อนไว้ในปลอกหมอนข้างของตนเองเหมือนเดิม


“บอกแล้วไงว่าถ้าเป็นตอนกลางวันอย่าเอาออกมา พี่จุนมยอนจะโผล่เข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้จริงป่ะ นายก็รู้นี่นาว่าถ้าโดนจับได้ล่ะก็…” หยุดพูดแล้วเอานิ้วชี้ทำท่าปาดคอตัวเองพร้อมทำตาเหลือกและทำปากพะงาบๆ


“ขอโทษ…”


“แหม ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ทำท่าเป็นหมาหงอยอีกแล้ว” ริมฝีปากที่บิดเบี้ยวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นยิ้มกว้าง คนตัวสูงหัวเราะในลำคอพลางยื่นมือที่ขนาดใหญ่เกินมนุษย์มนามาขยี้ผมแบคฮยอน “ว่าแต่... ตอนเปิดเครื่องมีแมสเสจเข้ามามั้ย?”


แบคฮยอนพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะนั่งนิ่งมองดูอีกฝ่ายล้วงโทรศัพท์ออกมาจากปลอกหมอนข้างอีกครั้งแล้วกดรัวๆอย่างตื่นเต้น และยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างเดิมทั้งที่เห็นว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายจางหายไปใบหน้า

 

 

“จีเอโกรธฉันอีกแล้ว… ทำไงดีอ่ะ…”

 

 



แบคฮยอนไม่ตอบคำถามเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการคำตอบเพียงแต่ต้องการบ่นให้ฟังเหมือนอย่างเคยเท่านั้น เขาทิ้งตัวลงนอนบนฟูกก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้คนตัวโต ได้แต่ครางอื้ออึงในลำคอกลับไปเท่านั้นเมื่อโดนอีกฝ่ายเอื้อมมือมาเขย่าหัวไหล่จนศีรษะโยกคลอน  


 

 

 

 

 

 

 

 

ตอนนี้ บยอน แบคฮยอน กำลังประสบปัญหาสามอย่าง

 

 

 

 

หนึ่ง เขาต้องเก็บความลับเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องแอบใช้โทรศัพท์ทั้งที่บริษัทห้าม

 

 

 

 

สอง เขาต้องเก็บความลับเรื่องที่เพื่อนร่วมห้องแอบคบกับผู้หญิงทั้งที่บริษัทห้าม

 

 

 

 

 

และสาม… 




 

 

 

 

 


 

“มีอะไรหนักกว่าการโดนเพื่อนในวงจับได้ว่ามึงไม่ชอบผู้หญิงอีกหรอวะ…?”

“ก็การที่กูแอบชอบปาร์ค ชานยอลไงเล่าโว้ย!” 

แบคฮยอนไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกแปลกๆในอกข้างซ้ายของตนเองนั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่…

อาจเป็นครั้งแรกที่ได้สบตากลมโตนั่น… (ถึงแม้สองนาทีถัดมาเขาจะเปลี่ยนความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือเพราะโดนอีกฝ่ายถลึงตาใส่ด้วยความตื่นเต้นก็ตาม)

หรือจะเป็นตอนที่ได้ยินเสียงทุ้มๆตะโกนให้กำลังใจมาจากมุมห้องซ้อม เวลาที่แบคฮยอนต้องออกมาโชว์เดี่ยวให้เพื่อนร่วมวงดูระหว่างการฝึก…

หรือไม่แน่ อาจเป็นตอนที่มือใหญ่วางปุลงบนศีรษะพร้อมกับคำพูดฝากเนื้อฝากตัวปนหัวเราะ ในตอนที่พี่ผู้จัดการประกาศว่าเขาทั้งสองคนต้องแชร์ห้องนอนกันจากนี้ไป…

หรือที่เลวร้ายที่สุด ความรู้สึกประหลาดนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกับการที่แบคฮยอนเริ่มรู้สบายตัวเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของชานยอล…

ใช่ อ้อมแขนอันอบอุ่นของชานยอล…

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้(แบคฮยอนจำได้ลางๆว่าก่อนเดบิวต์เสียด้วยซ้ำไปมั้ง) ที่ชานยอลชอบกลิ้งออกจากฟูกตัวเองกลางดึก หมุนตัวสองรอบครึ่งผ่านพื้นไม้เย็นชืดที่เป็นที่ว่างระหว่างฟูกสองผืนแล้วขยับเข้ามาใกล้ตัวเขา และหลังจากนั้นสองวินาที แขนยาวผิดมนุษย์มนาก็จะรวบตัวแบคฮยอนเข้าไปในอ้อมกอด และเมื่อเห็นว่าเขาว่าง่ายไม่ดิ้นหนีแล้ว ลมหายใจของไอ้มนุษย์ยักษ์ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสม่ำเสมอไปในทันที

อย่า… อย่าคิดว่า บยอน แบคฮยอนคนนี้เป็นผู้ชายใจง่าย… ครั้งแรกที่โดนกอดนี่ท่านแบคฮยอนศิษย์เส้าหลินได้งัดวิชาฝ่าเท้ามหาพรมมาถีบอีกฝ่ายอัดกำแพงไปแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเหยื่อยังคงหลับคอพับคออ่อนคากำแพงอยู่เหมือนเดิมเลยคิดไปว่าอีกฝ่ายคงแค่ละเมอมากอดเขา แต่หลายคืนถัดมา ชานยอลกลับยังคงละเมอกลิ้งหลุนๆมาลวนลามเขาเหมือนเดิม แบคฮยอนที่ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยได้แต่ทนอึดอัดให้อีกฝ่ายนอนกอดไป …คิดซะว่าแก้หนาวแล้วกัน

แต่คืนนี้กลับไม่เหมือนหลายคืนที่ผ่านมา แบคฮยอนที่ใช้โอกาสวันหยุดครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์ไปกับการนอนกินบ้านกินเมืองสะดุ้งตื่นขึ้นตอนเวลาเกือบสองทุ่ม ด้วยความที่ได้นอนหลับเต็มที่มาตั้งแต่บ่ายแก่ๆแล้วเขาจึงเดินงัวเงียออกไปยังห้องโถงภายนอกหมายจะหาอะไรใส่ท้อง แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นกรอบประตูดีเงาร่างใหญ่ก็ปรากฏวูบขึ้นทางซ้ายมือจนแบคฮยอนเกือบตะโกนด่าพ่อใครสักคนออกมา

“แบคฮยอนฮยอง…”

นั่น มีคำลงท้ายแบบนี้ไม่พ้นว่าจะอ้อนอะไรอีกแน่ๆ แบคฮยอนคิดในใจก่อนจะกรอกตาไปมา ความจริงเขาเกิดก่อนชานยอลแค่ไม่กี่เดือนจึงไม่ถือเรื่องอาวุโสนัก ฝ่ายนั้นเองก็เห็นเขาเป็นเพื่อนจึงเล่นหัวเล่นหางกันอย่างไม่เกรงใจ ยกเว้นแต่เวลาต้องการร้องขออะไรเท่านั้นที่ชานยอลจะเห็นว่าเขาเป็นรุ่นพี่ขึ้นมา

“คือ… อยู่ข้างนอกไปก่อนนะ…” มือใหญ่สองข้างเท้ากรอบประตูไว้ไม่ให้แบคฮยอนเดินผ่านไปได้ ใบหน้าลุกลี้ลุกลนเคลื่อนมากระซิบที่ข้างหู “…อยากเคลียร์กับจีเออ่ะ”

แบคฮยอนพยักหน้าแล้วถอนหายใจ ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความก็เข้าใจได้ว่าชานยอลจะแอบใช้โทรศัพท์อีกแล้ว และเขาต้องระเห็จออกมาอยู่นอกห้องเพื่อรักษาสิทธิส่วนบุคคลของเพื่อนร่วมห้องตามเคย…

ฟังดูหล่อมาก แต่ใช่เรื่องเสียเมื่อไหร่ ว่ามั้ย?

ห้องก็ห้องของเขา ชานยอลใช้โทรศัพท์ก็ผิดกฏแล้วยังจะโทรไปคุยกับแฟนสาวที่แอบคบให้ผิดกฏขั้นแอดวานซ์เข้าไปอีก

เขาไม่เคยชอบใจที่ชานยอลทำแบบนี้... แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมเป็นผู้กุมความลับให้ตลอดเวลาที่ผ่านมา…

แบคฮยอนถอนหายใจอีกครั้งแล้วจึงใช้มือเล็กๆของตัวเองดันแขนมนุษย์ยักษ์ออกไปให้พ้นทาง เขาเดินลงส้นเท้ามาถึงกลางห้องโถงแล้วจึงหันไปเห็นว่าอีกฝ่ายยืนเอามือถูกันเป็นท่าซอรี่ๆวนไปวนมาอยู่อย่างนั้น รอจนเห็นว่าเขาพยักหน้าให้ส่งๆก่อนจึงยอมปิดประตูห้องไป

“ประสาทเสียป่ะวะ” แบคฮยอนพึมพำ แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าใช้อธิบายชานยอลแล้ว …

คำว่าประสาทเสียกับคำว่าน่ารักมันต่างกันแค่เส้นบางๆกั้นเท่านั้นเอง

--------

แบคฮยอนนั่งๆนอนๆเล่นเกมเพลย์สเตชั่นกับจงอินและเซฮุนในห้องโถงกลางไปเรื่อยๆโดยไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย จวบจนเข็มสั้นบนนาฬิกาแขวนผนังเคลื่อนไปแตะเลขหนึ่ง คยองซูที่นั่งเป็นคนดูอยู่จึงลุกขึ้นไล่พวกเขาให้แยกย้ายกันเข้าห้องนอน ถึงแม้สองมักเน่จะหันไปประท้วงกับพี่ใหญ่ที่อ่านหนังสืออยู่เงียบๆที่มุมห้องก็ไม่เป็นผล

หลังจากทุกคนแยกย้ายกันเข้าห้องแล้ว แบคฮยอนที่ยังลังเลอยู่หน้าประตูจึงตัดสินใจหมุนลูกบิดเข้าห้องตัวเองบ้าง

“ชานยอลอ่า…”

กระซิบเบาๆฝ่าความมืดภายในห้อง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจึงคิดไปว่าอีกฝ่ายคงหลับไปแล้ว แบคฮยอนทิ้งตัวลงบนฟูกของตัวเอง ดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดถึงคอ ก่อนจะค่อยๆหลับตาลงแล้วเริ่มนับเลขในใจ

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด…

โดยปกติไม่เกินห้านาทีร่างใหญ่จะต้องละเมอกลิ้งตัวมากอดเขาเหมือนเดิมทุกคืน แต่คืนนี้กลับไม่ใช่อย่างนั้น…

แบคฮยอนนับเลขไปจนลืมแล้วว่านับไปถึงเท่าไหร่ เมื่อกดดูเวลาจากเครื่องเล่นเอ็มพีสามที่ซุกไว้ใต้หมอนก็ต้องเบิ่งตาอย่างตกใจเมื่อตัวเลขดิจิตอลบอกเวลาเกือบตีสามแล้ว

แบคฮยอนพลิกตัวไปมาบนฟูกอย่างไม่สบายตัวนัก นี่เขานอนนับเลขไปเกือบหนึ่งชั่วโมงเลยหรือ ในใจพยายามข่มตาให้หลับเพราะรู้ดีว่าพรุ่งนี้มีตารางงานตั้งแต่รุ่งเช้า …แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

ก็ปกติเคยมีคนนอนกอดนี่นา…

คิดแล้วก็ค่อยๆดันตัวลุกขึ้นนั่ง เพ่งมองผ่านความมืดไปยังเพื่อนร่วมห้องที่วันนี้ทำตัวแปลกไปกว่าเคย หรือชานยอลจะหลับลึกจนไม่ละเมอ? แบคฮยอนทำหน้ายู่ก่อนจะถัดตัวออกจากผ้าห่มแล้วค่อยๆเขยิบไปใกล้อีกคนที่นอนหันหลังอยู่

แต่เมื่อเข้าไปใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องประหลาดใจ เพราะเสียงลมหายใจลากยาวสม่ำเสมอที่เขาเคยได้ยินจนคุ้นชินนั้นกลับแปลกไปในคืนนี้ มันกลายเป็นเสียงสั้นๆขาดห้วง ราวกับว่าชานยอล… กำลังร้องไห้อยู่…

“ชานยอล… ชานยอลอ่า…”

ไม่มีเสียงตอบ แต่ร่างใหญ่ที่นอนคู้ตัวติดกำแพงอยู่กลับพลิกใบหน้าซุกลงกับหมอนมากขึ้นทำให้แบคฮยอนรู้ในทันทีว่าชานยอลไม่ได้กำลังหลับอยู่เหมือนที่เขาคิดไว้

“ชานยอลอ่า… ร้องไห้อยู่หรอ…”

แบคฮยอนรู้ดีว่าการถามคนที่กำลังร้องไห้ว่าร้องไห้อยู่หรือเปล่าเป็นการกระทำที่จ๊าดง่าวมาก แต่ในสถานการณ์อย่างนี้เขาก็นึกคำพูดดีๆอย่างอื่นไม่ออกแล้วเหมือนกัน แบคฮยอนนั่งเอาแขนยันพื้นแล้วเพ่งมองหัวไหล่ที่สั่นไหวของอีกคนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาเกือบหนึ่งนาที

โอเค… เมื่อชานยอลไม่ตอบ เขาก็จะไม่ถามต่อ สาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายร้องไห้คงหนีไม่พ้นยัยจีเออะไรนั่น… แบคฮยอนจะคิดเสียว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของชานยอล… เรื่องส่วนตัวที่เขาไม่ควรเข้าไปก้าวก่าย…

คิดแล้วจึงถดตัวกลับไปยังฟูกของตนเอง มือเล็กจับผ้าห่มเตรียมจะคลุมโปงนอนอีกครั้ง

แต่ยังไม่ทันที่ศีรษะจะตกถึงหมอนดี แบคฮยอนก็กัดริมฝีปากล่างก่อนจะหมุนตัวเป็นจำนวนสองรอบครึ่งแล้วไปหยุดในตำแหน่งที่นอนซ้อนหลังชานยอลได้อย่างพอดีเป๊ะ ร่างใหญ่ตรงหน้าขยับตัวนิดหน่อยเมื่อรู้สึกว่ามีคนมานอนเบียดแต่แบคฮยอนไม่สนใจ แขนบางสองข้างค่อยๆสอดเข้าไปใต้แขนของคนที่นอนหันหลังให้แล้วซุกหน้าตัวเองลงกับแผ่นหลังกว้าง

“ชานยอลอ่า…” พูดแล้วกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ถึงมันจะทุลักทุเลไปหน่อยเพราะคนในอ้อมกอดตัวใหญ่กว่าเขาเกือบสองเท่า แต่แบคฮยอนก็พยายามรั้งตัวชานยอลให้เข้ามาใกล้ตัวเองให้มากที่สุด “อย่าร้องไห้นะ… ฉันปลอบคนไม่เป็น… แต่อย่าร้องไห้นะ…”

ไม่รู้ว่าชานยอลประสาทกลับจริงๆหรือว่าอะไร เพราะเมื่อได้ยินคำพูดของเขาคนตัวสูงกลับปล่อยโฮออกมาจนแบคฮยอนเกือบหลุดขำ เสียงสะอื้นทุ้มต่ำฟังดูน่าตลกในตอนแรกแต่แบคฮยอนกลับคิดว่ามันช่างไม่เหมาะกับชานยอลเอาเสียเลย เขากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกก่อนจะเอียงคออย่างงงๆเมื่อรู้สึกได้ว่ามือหนาสองข้างกำลังเลื่อนมากอบกุมมือของเขากลับคืน

ชานยอลกอดแขนของแบคฮยอนกลับราวกับต้องการที่พึ่ง นิ้วมือใหญ่ยาวเคลื่อนมาสอดประสานกับนิ้วมือของเขาทั้งสิบนิ้ว

“ชานยอลอ่า…” แบคฮยอนเรียกชื่ออีกคนอย่างแผ่วเบา

ครั้งนี้เขาไม่ได้ต้องการเสียงขานรับจากอีกฝ่าย…

เพียงแต่อยากให้ชานยอลรู้ว่าเขายังอยู่ตรงนี้… ก็เท่านั้น…

เมื่อมือใหญ่กระชับมือเขาแทนคำตอบ แบคฮยอนจึงยิ้มให้แผ่นหลังกว้างแล้วหลับตาลงอย่างช้าๆ เขาพยายามสั่งให้หัวใจของตัวเองเต้นช้าลง พร้อมกับหวังว่าเมื่อตื่นมาในตอนเช้า คนในอ้อมกอดของตนคงจะไม่ถูกความเศร้าเล่นงานจนออกอาการซึมจนเกินไปนัก…

เพราะถ้าชานยอลเศร้า แบคฮยอนจะหันไปหัวเราะกับใครได้ล่ะ?

---

และแล้วชานยอลก็พิสูจน์ว่าแบคฮยอนคิดผิด เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้น ชานยอลที่เคยร่าเริงอยู่แล้วกลับร่าเริงมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะไปขึ้นแสดงที่รายการเพลงหรือออกรายการวิทยุก็ยิ้มหรือหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

อารมณ์ดีจนเกินปกติเสียด้วยซ้ำ…

แบคฮยอนไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆจะมองออกหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่าเขาคิดไม่ผิด ชานยอลกำลังแสดงออกว่าร่าเริงเพื่อปกปิดอะไรบางอย่างอยู่แน่ๆ…

สามวันถัดมาแบคฮยอนจึงแน่ใจในความคิดนั้น เมื่อชานยอลเริ่มทำความผิดพลาดระหว่างการถ่ายทำรายการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นผิด ใจลอย ไม่ฟังสิ่งที่ผู้กำกับเวทีพูด แบคฮยอนมองร่างสูงที่โค้งปะหลกๆเพื่อขอโทษแล้วได้แต่ถอนหายใจ สิ่งที่เขาทำได้คงมีแต่การเล่นตลกกลบเกลื่อนเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้นเท่านั้น

เมื่อเวลาผ่านไปอาการใจลอยของชานยอลก็ลุกลามขึ้นเรื่อยๆในทุกวัน ตอนนี้ชานยอลเต้นผิดแทบทุกครั้งแม้กระทั่งในห้องซ้อม เหล่าเทรนเนอร์ที่ดูแลพวกเขาและพี่ผู้จัดการก็เริ่มไม่พอใจชานยอลทำให้คนตัวสูงถูกดุมากกว่าที่เคย ทำให้บรรยากาศในห้องซ้อม บนรถ หรือแม้กระทั่งในหอพักเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ (และที่แย่ที่สุดคือตลกกลบเกลื่อนของแบคฮยอนเริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว)

แต่แล้ววันที่เลวร้ายที่สุดของเอ็กโซ่เคตั้งแต่เดบิวต์มาได้สองอาทิตย์ก็มาถึง เมื่อชานยอลถูกเรียกตัวทันทีที่เดินเข้าบริษัทพร้อมสมาชิกคนอื่นๆ…

“ปาร์ค ชานยอล…”

“ครับ”

“ตามมาทางนี้ ท่านประธานต้องการพบเธอด่วน”

แบคฮยอนได้แต่ยืนมองคนตัวสูงเดินตามเจ้าหน้าที่ของบริษัทไปทางห้องพักท่านประธานพร้อมหันไปปฏิเสธเชิงขอร้องเมื่อพี่ผู้จัดการบอกว่าสมาชิกคนอื่นๆต้องกลับหอพักไปก่อน เขาให้เหตุผลว่าชานยอลอาจต้องการเพื่อนและยืนยันที่จะรอชานยอลอยู่ที่นี่ก่อน เมื่อพี่ผู้จัดการยอมพาอีกสี่คนกลับไปที่หอ แบคฮยอนจึงเดินไปนั่งที่โซฟารับรองแขก เขาไขว้นิ้วรอไม่เกินครึ่งชั่วโมงชานยอลก็เดินลงมาจากบันไดชั้นสามด้วยขอบตาแดงก่ำ...

แบคฮยอนลุกขึ้นจากโซฟาแล้วพยักหน้าให้คนตัวสูงเดินตามไปที่ลานจอดรถด้านหลังบริษัท ก้มหัวทักทายพี่ผู้จัดการอีกคนที่สตาร์ทรถรออยู่ ก่อนจะดันหลัง happy virus ที่ห่างไกลคำว่า happy ไปทุกวันขึ้นรถไป

ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปากชานยอลตลอดทางจากบริษัทถึงหอพัก ซึ่งแบคฮยอนก็รู้กาละเทศะพอที่จะไม่เอ่ยถาม เมื่อปิดประตูรถและเอ่ยขอบคุณพี่ผู้จัดการที่ขับรถมาส่งแล้ว จู่ๆมือใหญ่ก็เอื้อมมาคว้าข้อมือของเขาไว้

 “แบคฮยอน…”

คนถูกเรียกหันไปมองอีกฝ่ายที่ใช้หลังมือปาดน้ำตาตัวเองอยู่อย่างลวกๆ

“ไม่ต้องบอกใครเรื่องนี้นะ…” เว้นจังหวะพูดแล้วเม้มปากเข้าหากัน เมื่อเห็นว่าเขาเอียงคออย่างไม่เข้าใจ ชานยอลจึงยกอุ้งมือขึ้นกดที่เบ้าตาตัวเองอีกครั้ง แบคฮยอนพยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจว่าอีกฝ่ายคงไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าตนเองร้องไห้

“ท่านประธานไม่ได้ว่าอะไรหรอก…”

เสียงใหญ่ดังตามหลังแบคฮยอนมาในขณะที่พวกเขากำลังเดินเข้าไปในลิฟต์ แบคฮยอนเอื้อมมือไปกดลิฟต์แล้วไม่พูดอะไร เขาได้แต่ยืนนิ่งรอฟังสิ่งที่ชานยอลอยากพูดเท่านั้น

“ท่านแค่เตือนว่าฉันคือ happy virus ที่ควรจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าในใจจะเต็มไปด้วยความทุกข์มากมายขนาดไหนฉันแต่ก็ต้องยิ้ม มันคือคำพูดที่ท่านสั่งสอนฉันมาตั้งแต่ก่อนเดบิวต์และฉันก็จำใส่ใจมาตลอด แต่พอเอาเข้าจริงๆมันก็ยากเนอะ… ฝืนยิ้มทั้งที่เจ็บปวด… ยากจะตายไป…”

แบคฮยอนเงยหน้ามองอีกฝ่ายที่ถึงแม้จะไม่มีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่แล้ว ดวงตากลมโตนั่นยังคงฉายแววความเศร้าให้เห็นอย่างชัดเจน เขามองชานยอลค้างอยู่อย่างนั้นเพื่อรอให้อีกฝ่ายพูดต่อ แต่คนตัวสูงกับถอนหายใจแล้วไม่พูดอะไรอีกเลยจนพวกเขาเปิดประตูเข้าหอพัก

แบคฮยอนขมวดคิ้วน้อยๆเมื่อส่วนห้องโถงของหอพักนั่งเงียบสนิทไร้วี่แววของสมาชิกที่เหลือ เขาเดินนำชานยอลไปที่ห้องนอนส่วนตัวของพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะต้องขมวดคิ้วมากขึ้นไปอีกเมื่อเปิดประตูห้องเข้าไปแล้วพบกับเพื่อนสมาชิกรวมถึงพี่ผู้จัดการยืนเบียดกันอยู่ในห้องแคบๆนั้น

เขากำลังจะอ้าปากถาม แต่สิ่งที่อยู่ในมือพี่ผู้จัดการนั้นทำให้แบคฮยอนลืมวิธีการพูดไปเสียสิ้น…

“ฉันเจอมือถือเครื่องนี้อยู่ในปลอกหมอนข้าง… จะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าหมอนข้างมันไม่ได้กลิ้งมาอยู่ตรงกลางระหว่างฟูกของพวกนายสองคนอย่างพอดิบพอดี…”

แบคฮยอนกลืนน้ำลาย เขารู้สึกได้ว่าคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นได้กลายสภาพเป็นรูปปั้นหินไปเรียบร้อยแล้ว

“ชานยอล แบคฮยอน…” พี่ผู้จัดการพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพร้อมก้าวเท้าเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคน มือถือเจ้าปัญหาถูกชูขึ้นในระดับสายตา “ใครเป็นเจ้าของไอ้นี่?”

บยอน แบคฮยอน รู้ดีว่าการฝ่าฝืนกฎของบริษัทเป็นเรื่องร้ายแรงเพียงใด อีกทั้งพวกเขายังคงเป็นวงน้องใหม่เพิ่งเดบิวต์ไม่นาน การลงโทษคงไม่ถูกลดหย่อนถ้าเปรียบกับรุ่นพี่ที่ทำงานให้บริษัทมานานแล้วเป็นแน่ ชานยอลที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัด แบคฮยอนจึงใช้หางตาลอบมองอีกฝ่าย

ดวงตาที่เคยเปล่งประกายกำลังหลุบต่ำ ริมฝีปากที่ปกติมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอเม้มเข้าหากันแน่น แบคฮยอนแอบมองใต้ตาที่บวมช้ำอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจหันไปสบตากับพี่ผู้จัดการ

“ของผมเองครับ”

---

แบคฮยอนถูกทำโทษโดนการห้ามนอนในห้องส่วนตัวเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ โดยที่พี่ผู้จัดการเป็นคนตัดสินบทลงโทษครั้งนี้ด้วยตัวเอง พี่ผู้จัดการอ้างว่าตอนนี้เพิ่งมีเรื่องของชานยอลไปจึงไม่อยากให้เรื่องนี้ไปถึงท่านประธานและให้สมาชิกคนอื่นเป็นคนช่วยดูแลแบคฮยอนไม่ให้ทำผิดอีก ส่วนโทรศัพท์นั่นก็ถูกยึดไปโดยถาวร

เขาพลิกตัวไปมาบนโซฟาพลางมองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง เกือบเที่ยงคืนแล้ว… ตั้งแต่โดนไล่ให้ออกจากห้องหลังเขาสารภาพผิด(แทนชานยอล)ไป สมาชิกคนอื่นแยกย้ายเข้าห้องตัวเองและเงียบหายไปจนถึงตอนนี้

แบคฮยอนได้แต่หยิบหมอนอิงใบเล็กๆสองใบมาหนุนต่อกันใช้แทนหมอน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกดีใจที่เกิดมาตัวไม่สูงจึงสามารถนอนบนโซฟาตัวยาวได้อย่างพอดิบพอดี แบคฮยอนเลื่อนแขนข้างหนึ่งมารองใต้ศีรษะเมื่อรู้สึกว่าหมอนอิงนั้นไม่สามารถรองรับศีรษะของเขาได้อย่างเหมาะสม

ลมหนาวที่เล็ดรอดออกมาจากหน้าต่างทำให้แบคฮยอนสั่นน้อยๆ ด้วยความที่เป็นห้องโถงที่ปกติไม่ค่อยถูกใช้ในตอนกลางคืนนักจึงไม่มีเครื่องทำความร้อนติดตั้งไว้ ลำพังเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มขายาวก็ไม่ได้ทำให้เขาอุ่นขึ้นเท่าใดนัก

แบคฮยอนนอนหนุนแขนตนเองท่ามกลางความมืดอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งได้ยินเสียงประตูบานหนึ่งเปิดออก เมื่อดันตัวลุกขึ้นก็เห็นเงาร่างของใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงมาหาเขา

“จงอิน…”

แบคฮยอนเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร รุ่นน้องตัวสูงไม่ตอบกลับ เพียงแต่โยนกองหมอนกับผ้าห่มที่หอบมาไว้ในอ้อมแขนใส่เขาเท่านั้น แบคฮยอนพยักหน้าให้อีกฝ่ายเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะกวาดหมอนอิงลงบนพื้น เอาหมอนใบใหญ่นุ่มสบายวางแทนที่ ตบปุๆสองสามทีแล้วจึงล้มตัวลงนอน มือเล็กดึงผ้าห่ม(ที่ดมกลิ่นแล้วน่าจะเป็นของคยองซู)ขึ้นมาห่มถึงคอก่อนจะหลับตาลงช้าๆ

แต่แล้วก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงบนโซฟาด้านปลายเท้าของตัวเอง แบคฮยอนลุกขึ้นนั่งอีกครั้งพร้อมมองรุ่นน้องตัวสูงที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโซฟาด้วยความงงงวย จงอินหันมามองหน้าเขาด้วยใบหน้าเรียบเฉยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้แบคฮยอนแทบจะกลิ้งลงไปกองกับพื้น

“นี่ชอบชานยอลฮยองถึงขนาดยอมโดนทำโทษแทนกันเลยหรอ แบคฮยอนฮยอง?”